★+๑๐.♡ 「 Blackout 」 ~ Review ~ ♡.๐๑+★

RSS
Weiterleiten

13. Nov. 2007, 12:51

Blackout
คืออัลบัมแรกในรอบ 4 ปีของบริทนี่ย์ แต่จริงๆอัลบัมนี้เป็น studio อัลบัมที่ 5 ของบริทนี่ย์แล้ว ซึ่งแน่ล่ะว่าอัลบัมนี้บริทนี่ย์ได้เติบโตขึ้นมาอีกขั้นนึงในด้านของผลงานเพลง เธอได้รวบรวมเอาเพลง Pop สมัยใหม่ชั้นเลิศมาให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบอัลบัม เราลองไปดูกันทีละเพลงดีกว่ามันสมกับการรอยคอยมานานแสนนานหรือไม่







Gimme More (4.6/5.0)
เพลงเปิดตัวของอัลบัม มันเป็นเพลงเต้นรำแบบ Electro-Pop ที่เจ๋งไปเลยว่ามั๊ยล่ะ แค่เริ่มต้นคนก็จำได้แล้ว “It’s Britney, Bitch” กลายเป็นสโลแกนใหม่ของชาวแฟนคลับไปเลย ด้วยภาคดนตรีที่เก๋ล้ำนำสมัย จังหวะที่น่าโยกหัวตาม กับท่อนฮุคที่ติดปาก ‘Gimme Gimme More’ เมื่อหลับตาลงแล้วนึกตาม มันเหมือนเราหลุดเข้าไปในที่ๆหนึ่งที่บรรยากาศสลัวๆเหมากับการเปิดฟลอร์เต้นรำ จุดเด่นของเพลงนี้คงหนีไม่พ้นท่อนฮุค มันดูเหมือนจะง่ายนะแค่เอาคำว่า Gimme มาร้องวนๆก็ได้แล้ว (จุดเด่นของบริทนี่ย์ก็คือตรงนี้แหล่ะ สามารถทำเพลงให้ติดหูคนฟังได้ง่ายๆโดยไม่ต้องมีอะไรมาก) แต่ก็กลัวคนฟังจะเบื่อคำว่า More ก็เปลี่ยนโทนเสียงไปๆมาๆใหญ่บ้างเล็กบ้างให้งงเล่น สรุปแล้วเป็นการเปิดตัวที่ยอมเยี่ยมมากครับ ขอปรบมือให้กับเพลงนี้เลย







Piece Of Me (4.3/5.0)
จุดเด่นของเพลงนี้คงต้องยกให้เนื้อเพลงนะ เป็นการเสียดสีได้อย่างเจ็บแสบเลยทีเดียว ภาคดนตรีเจ๋งตรงที่เป็นดนตรีแบบสังเคราะห์แล้วเล่นเสียง beat ทำให้มันเหมือนเสียงโซ่กระทบกัน บางทีฟังๆแล้วมันกลายเป็นว่า beat จะแรงเกินไปด้วยซ้ำ ลูกเล่นอีกอย่างของเพลงนี้คือที่ลักษณะของการร้องที่ส่วนใหญ่จะเป็นการเปล่งเสียงลอดผ่านฟันมากกว่าที่จะออกจากลำคอมาตรง ไม่เชื่อลองร้องดูซิ่ แล้วอย่าลืมหาทิชชู่มาเช็ดน้ำหมากกันด้วยหล่ะ

Radar (4.7/5.0)
Bloodshy & Avant ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยนะ ดนตรีสังเคราะห์มาแนว Electro/Eurodisco
เหมือนในวิดีโอเกมส์ พอมาถึงท่อนฮุคก็ติดหูหนึบหนับทันทีแม้จะได้ฟังเพียงครั้งเดียว ถึงแม้ว่าดนตรีจะล้ำแต่ก็ถูกจำกัดไปด้วยเสียงของบริทนี่ย์เอง ซึ่งเธอดัดเสียงจนแหลมเล็ก จนอาจจะน่ารำคาญไปนิ๊ดสำหรับบางคน แต่มันก็ดูเหมาะกับเนื้อหาของเพลงนะ มันต้องอย่างงี้แหล่ะจะออกล่าเหยื่อกันทั้งทีก็ต้องดัดจริตกันนิ๊ดนึง เพื่อรองรับท่อนสุดท้ายของเพลงนี้ "I can't let you get away" เสร็จแน่ ฮ่าๆๆๆ ...............ติดหูไปตามๆกันเลยทีเดียว







Break The Ice (4.4/5.0)
เพลงจังหวะเร็วเริ่มด้วยการขอโทษแฟนเพลงที่เธอหายไปนาน แต่ตอนนี้เธอก็กลับมาแล้ว พร้อมเพลงที่มีกลิ่นของ Destiny’s Child ติดมานิ๊ดหน่อย ท่อนฮุคสามารถร้องตามได้โดยไม่ยาก มีเสียงคีย์บอร์ดเก๋ๆแทรกเข้าหูมาด้วยตลอดเพลง เพลง sexy ดีนะ ตอนจบเธอแอบทำเสียงกระซิบกระซาบ I’m A Slave 4 U ภาค 2 แต่เป็น Hot Hot Hot …. ahhh !!!

Heaven On Earth (3.5/5.0)
มันเป็นเพลงที่จัดว่าดีนะ แต่ไม่ค่อยติดหู ท่อนที่เจ๋งคือท่อนเริ่มเพลงแหล่ะ your touch, your taste, your breath….. ที่จริงแล้วเพลงแนว Eurodance/Disco นี้ Sophie Ellis-Bextor ทำแนวนี้มาก่อนตั้งนานล๊ะนะ แต่ของบริทนี่ย์ลูกเล่นการไล่ระดับเสียงของการร้องในเพลงนี้เยอะกว่ามากถ้าจะเทียบกัน







Get Naked (I Got A Plan) (3.9/5.0)
Danja เป็นคนที่มีเอกลักษณ์ของการทำเพลงมาก ที่สามารถทำให้เพลงนี้เป็นเพลงเต้นรำที่คล้ายๆกับ Gimme More ที่ต่างคือ bass และ beat มากกว่า และเพิ่มกลิ่นอายของอินตะระเดียหยึยๆ + ความ sexy ของจังหวะดนตรีเข้ามา มันน่าเอาไปเปิดแถว RCA นะ ท่อนที่บริทนี่ย์ร้อง Get Naked, Get Naked, Get Naked มันได้ใจมากใช่มั๊ยล่ะ ถ้าไม่ติดว่าเสียงร้องของผู้ชายมันเยอะไปจนน่ารำคาญไป เพลงนี้คงเป็นเพลงเต้นรำที่ยอดเยี่ยมเลยก็ได้

Freakshow (4.8/5.0)
นี่คือเพลงที่บริทนี่ย์ใช้เสียงที่แท้จริงของตัวเองร้อง ฟังรอบแรกอาจจะรู้สึกว่าอะไรว๊ะ อะไรยังไง ดนตรีกะเสียงร้องมั่วๆไม่ได้เข้ากันเลย แต่ว่าถ้าผ่านไปหลายๆรอบจะเริ่มรู้สึกว่านี่เป็นเพลงที่ดีมาก เสียง bass ที่เหมือนเสียงปรบมือกับอากาศกับเสียงเคาะก๊องแก๊งๆมาผสมกับเสียงร้อง ตรงท่อนกลางเพลงที่ทำเสียงขาดๆหายๆ และท่อนฮุคที่ร้อง peep peep show มันเจ๋งซะยิ่งกว่าอะไรดี







Toy Soldier (5.0/5.0)
ดนตรี house แบบแนวทหารๆคับ เหมือนกำลังจะพาเราไปร่วมเดินพาเหรดที่ไหนสักที่ ฟังแล้วก็อยากกระโจนออกร่วมเดินขบวนด้วยทันที เพราะมันทั้งเก๋ ทั้งล้ำ และเจ๋งไปหมดซะทุกท่อน ทุกช่วงของเพลง แต่สิ่งหนึ่งที่ติดใจคือฟังไปเรื่อยๆแล้วรู้สึกถึงศิลปินคนนึงขึ้นมาทันที การร้องแบบนี้มัน Gwen Stefani’s style ไปหน่อย ฟังแล้วนึกถึงหน้าเกวนลอยขึ้นมาแต่เสียงร้องเป็นของบริทนี่ย์ (แต่จริงๆแล้วบริทนี่ย์มาร้องแนวนี้ก็ทำได้ดีเลยหล่ะนะ) ถึงอย่างนั้นก็เถอะเราก็ยังสนับสนุนเพลงนี้ให้เป็น single อยู่ดี (Bias สุดชีวิต) เพราะมันคือเพลงที่สุดยอดของอัลบัมนี้ ใช้ producer ระดับเทพถึง 2 ราย Bloodshy & Avant และ Sean Garrett ร่วมกันเพื่อสร้างเพลงดีๆเพลงนี้ขึ้นมา ไม่น่าปล่อยไว้ประดับอัลบัมเฉยๆเนอะ

Hot As Ice (4.3/5.0)
เพลงนี้จังหวะจะเริ่มลดลงมาจากเพลงก่อนหน้านี้ ทำให้เราได้พักหายใจกันบ้าง เป็นเพลงแนวดนตรีสังเคราะห์ R&B น่ารักๆครับ แบบ Album Version นี่ดีกว่าตอน Demo Version (หรือที่รู้จักกันคือ Cold As Fire) มาก เพราะคิดว่าการร้องเลียนเสียงเหมือนเสียงเด็กเสียงแบบนี้ ถ้าใช้เสียงแหลมเกินไปมันจะกลายเป็นน่ารำคาญหนวกหูเหมือนเด็กกำลังงอแงมากกว่านะ







Ooh Ooh Baby (4.6/5.0)
แนวดนตรีแบบฉบับลาตินฟังสบายๆไสตล์ Flamengo เพลงนี้นำเด่นมาด้วยเสียงเกลากีตาร์สเปนตั้งแต่ต้นเพลงยันท่อนฮุค (ที่ติดหูมากๆ) และไปเรื่อยๆจนจบเพลง ไม่แปลกเลยที่คุณอาจจะนั่งฟังและเผลอร้องเพลงนี้ตามไปเบาๆโดยไม่รู้ตัว Ooh Ooh Baby, touch me and i come alive…







Perfect Lover (3.8/5.0)
เพลงนี้มาในแนว Janet Jackson แต่เหมือนเพลงจะไม่ค่อยมีจุดเด่นอะไรให้น่าจดจำ ฟังแล้วก็ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ก็โอเคนะ โดยรวมแล้วเป็นเพลงที่ดี ไม่ถึงน่าเบื่อสักเท่าไรนัก







Why Should I Be Sad (4.0/5.0)
เพลงนี้คงเป็นเพลงช้า(ที่สุดในอัลบัม) และเป็น track เดียวที่มีเนื้อหาสะท้อนเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอในช่วงปีที่ผ่านมา เนื้อหาน่าจะออกแนวให้กำลังใจกับบริทนี่ย์มากกว่าล่ะมั๊ง (โดยอ้อมๆ) ต้องขอบคุณ Pharrell นะที่แต่งเพลงนี้ให้ ไม่รู้ว่าจงใจกัดใครบางคนด้วยหรือเปล่า ที่ฟังดูรู้สึกว่าจะเอาสไตล์ของ soul ในยุค 80 มาใส่ในเพลงนี้ด้วยเล็กน้อยนะ



Average Score 4.5/5.0



Written by: タッキー
(Tonberry)

Kommentare

Sage etwas. Melde dich bei Last.fm an oder registriere ein neues Benutzerkonto (es kostet nichts).